
เมื่อ 13 ปีก่อน เกิดคดีน่าสลดใจขึ้นกับการลักลอบขนแรงงานเถื่อน เข้าประเทศไทย โดยอาศัยรถบรรทุกห้องเย็นเป็นพาหนะ โดยกลุ่มแรงงานชาวเมียนมา ได้นั่งเรือรอนแรมมาลงที่แพปลาแห่งหนึ่ง และต่อรถหวังไปเสี่ยงโชคหางานทำที่ จ.ภูเก็ต สาเหตุเพราะบ้านเกิดไม่มีงานให้ทำ
3 นาทีคดีดัง โดยทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอย้อนรอยเหตุการณ์ครั้งนี้ จุดเริ่มต้นของคดีถูกเปิดเผยขึ้นเมื่อช่วงกลางดึก วันที่ 9 เม.ย. 2551 เมื่อตำรวจ สภ.สุขสำราญ จ.ระนอง รับแจ้งจากชาวบ้านว่า พบรถบรรทุกห้องเย็นลักลอบขนแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมา หลบหนีเข้าเมือง จอดทิ้งไว้ที่หน้าโรงเรียนบ้านบางกล้วยนอก
เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึง พบรถบรรทุกสิบล้ออีซูซุ สีขาว ทะเบียน 70-0619 ระนอง ซึ่งถูกดัดแปลงเป็นรถบรรทุกห้องเย็น พอเหลือบมองภายใน ภาพตรงหน้าเห็นคนหมดสติจำนวนมาก ซึ่งพบว่าเสียชีวิตแล้ว 54 ศพ เป็นชาย 17 ศพ หญิง 37 ศพ
ก่อนหน้านั้น… กลุ่มแรงงานเมียนมา ได้ละทิ้งบ้านเกิด ควักเงินจ่ายให้นายหน้าราว 5,000 บาท เพื่อหวังเสี่ยงโชค ลักลอบเข้าประเทศไทยหางานทำ
หนึ่งในผู้รอดชีวิต บอกว่า หลังจากขึ้นรถ แรกๆ คนยังไม่เบียดเสียด ยังพอมีที่นั่งได้ แต่หลังจากนั้น คนก็ขึ้นรถมาเรื่อยๆ จนเต็มรถ ในสภาพยืนเบียดกันในรถ 121 คน หลังจากรถออกได้ 20 นาที แอร์ในรถเริ่มดับ ทำให้อากาศในรถเริ่มลดน้อยลงเรื่อยๆ เวลาผ่านไป คนในรถเริ่มหายใจไม่ออก ค่อยๆ ดิ้นทุรนทุราย บางคนทนไม่ไหว จึงพยายามเคาะรถ…
เวลาผ่านไป 40 นาที คนในรถเริ่มหมดสติ และค่อยๆ ขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตา บางคนก็ไม่หยุดที่จะเคาะรถไปเรื่อยๆ จนโชเฟอร์ได้ยินจึงตัดสินใจจอดรถ แรงงานเมียนมารายนี้เองก็หมดสติ และมารู้ตัวอีกทีก็ถูกช่วยเหลือมานอนอยู่ที่พื้นหญ้าริมถนนข้างทาง
“น้องชายของผมที่มาด้วยกัน เขาเสียชีวิตแล้ว” แรงงานเมียนมารายหนึ่ง กล่าว

นอกจากนี้ ยังมีแรงงานเมียนมาอีกครอบครัวหนึ่ง ตัดสินใจขึ้นรถห้องเย็นมรณะคันนี้ 10 คน ผลคือ คนในครอบครัวตายไป 5 คน
จากการสอบสวนทราบว่า รถขนแรงงานเถื่อนดังกล่าว ได้รับคนจากแพปลาแห่งหนึ่ง ใน จ.ระนอง และมีจุดมุ่งหมายไป ต.วิชิต จ.ภูเก็ต คืนนั้น ตำรวจไม่พบโชเฟอร์ในที่เกิดเหตุ แต่เขาได้เดินทางมามอบตัวในเวลาต่อมา โชเฟอร์รู้สึกผิด สารภาพว่า ได้เข้าร่วมขบวนการค้าแรงงานต่างด้าวจริง ได้รับการติดต่อจากนายหน้ารายหนึ่ง ให้ขับรถไปรับแรงงานเมียนมาที่แพปลาดังกล่าว เพื่อไปส่งที่บ้านอ่าวมะขาม ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต โดยได้รับค่าจ้างเป็นเงิน 80,000 บาท
ต่อมา ตำรวจขยายผลเข้าจับกุมผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม
กลุ่มแรก คือเจ้าของแพปลา โดยมีคนประสานงาน และผู้ติดต่อกับแรงงานเมียนมา
กลุ่มที่ 2 เจ้าของรถ และคนขับรถบรรทุกห้องเย็น
กลุ่มที่ 3 กลุ่มประสานงาน หรือนายหน้า
ขณะที่ตำรวจได้ดำเนินคดีกับแรงงานเมียนมาทุกคนที่รอดชีวิต ในข้อหา ลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยมีแรงงาน 10 คน ถูกกันเป็นพยาน
กระทั่งในปี 2555 ศาลได้พิพากษาลงโทษผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยสั่งจำคุก 10 ปี เจ้าของรถบรรทุกห้องเย็น ข้อหาประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย บาดเจ็บสาหัส และฐานร่วมกันช่วยให้คนต่างด้าวพ้นจากการจับกุม จำคุก 9 ปี เจ้าของแพปลา ในฐานความผิดเดียวกันกับเจ้าของรถ จำคุก 6 ปี โชเฟอร์ที่ขับรถห้องเย็นสยองขวัญในวันนั้น นอกจากนี้ยังจำคุกอีก 6 ปี ผู้ที่ช่วยเหลือในการลักลอบเข้าประเทศ โดยมีหนึ่งในจำเลยรับสารภาพ จึงลดโทษเหลือจำคุก 3 ปี
คดีนี้ ศาลยังสั่งให้จ่ายชดเชยและค่าไร้อุปการะแก่บุตรผู้เสียชีวิต 10,000 บาท และ 653,134 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์